⚙️⚙️🤖💻🛠️ 3.3 การประเมินความน่าเชื่อถือ

เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นพื้นที่อิสระเสรีที่ผู้คนต่างก็สามารถสร้างข้อมูลแล้วอัพโหลดเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตได้ซึ่งซึ่งข้อมูลบางส่วนที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตอาจจะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็ได้ดังนั้นก่อนที่เราจะนำข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาใช้จะต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยว่าข้อมูลที่จะนำมาใช้นั้นมีความน่าเชื่อถือมากเพียงใดซึ่งเราสามารถประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ดังนี้ 

1.พิจารณาจากนามสกุลของเว็บไซต์  การพิจารณาเว็บไซต์ว่าเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่เราสามารถดูจากส่วนท้ายของชื่อเว็บไซต์หรือนามสกุล ต่างๆได้

1.1 โดเมนเนมระดับทั่วไป (.com, .net, .org)

.com : เหมาะสำหรับธุรกิจ บริษัท องค์กร และเว็บไซต์ทั่วไป เป็นนามสกุลโดเมนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

.net : เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร สถาบันการศึกษา และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

.org : เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มูลนิธิ สมาคม และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสาธารณกุศล

ตัวอย่าง :

Facebook.com, YouTube.com, Wikipedia.org, redcross.or.th

1.2 โดเมนเนมระดับประเทศ (.th)

.co.th : เหมาะสำหรับธุรกิจ บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด และนิติบุคคลในประเทศไทย

.ac.th : เหมาะสำหรับสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียนในประเทศไทย

.go.th : เหมาะสำหรับหน่วยงานของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม ในประเทศไทย

.or.th : เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มูลนิธิ สมาคม และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสาธารณกุศลในประเทศไทย

.in.th : เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลในประเทศไทย

.net.th : เหมาะสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (ISP) ในประเทศไทย

ตัวอย่าง :

AIS.co.th, Kaset.go.th, Thammasat.ac.th, ThaiSmile.com, SCB.co.th

1.3 โดเมนเนมแบบใหม่ (.ไทย):

.ไทย : เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป องค์กร ธุรกิจ และเว็บไซต์ที่ต้องการแสดงความเป็นไทย

ตัวอย่าง :

เว็บครู.ไทย ,แมคโดนัลด์.ไทย, ไทยรัฐออนไลน์.ไทย, Krungsri.ไทย

หมายเหตุ ความนิยมของโดเมนเนมอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ข้อมูลตัวอย่างโดเมนเนมเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีโดเมนเนมอื่นๆ อีกมากมายที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย

2.มีการระบุชื่อผู้เขียนหรือผู้ให้ข้อมูลข้อมูลที่มีการบอกชื่อผู้เขียนหรือผู้ให้ข้อมูลไว้จะทำให้เราสามารถรู้ว่าข้อมูลนั้นจัดทำขึ้นโดยใครหรือมีใครเป็นผู้ให้ข้อมูลไว้

3.มีการระบุวันที่เผยแพร่และครั้งที่ปรับปรุงการข้อมูลมีการระบุวันที่เผยแพร่และครั้งที่ ปรับปรุงนั้นจะทำให้ผู้ที่ค้นหาสามารถเลือกพิจารณาใช้ข้อมูลที่มีความเป็นปัจจุบันมากที่สุด

4.มีแหล่งที่มาหรือแหล่งอ้างอิงการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลบนเว็บไซต์นั้นเพื่อเป็นการทำให้เห็นว่าข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด 

5.บอกวัตถุประสงค์ในการจัดทำจะทำให้ผู้ที่ค้นหาทราบว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หรือเหตุผลใดซึ่งอาจจะสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้คนต้องการ